ผ้าดรายฟิตแห้งไวเพราะไม่ได้ดูดเหงื่อเก็บไว้ในเส้นใย ช่องแคบ ๆ ระหว่างเส้นใยโพลีเอสเตอร์จะดึงเหงื่อออกจากผิว แล้วกระจายเป็นวงกว้างบนผิวผ้าให้ระเหยได้เร็ว ส่วนคอตตอนดูดน้ำเข้าไปในเส้นใยและอุ้มไว้ เสื้อจึงหนักและชื้นนานกว่า
ผ้า dry fit คืออะไร ต่างจากผ้าไมโครตรงไหน
ผ้า dry fit ที่ร้านเสื้อกีฬาในไทยเรียกกัน หมายถึงผ้าใยสังเคราะห์ (ส่วนใหญ่คือโพลีเอสเตอร์) ที่ออกแบบให้เคลื่อนเหงื่อออกจากผิวและแห้งเร็ว ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อชนิดผ้า และไม่มีสเปกกลางกำหนดว่าผ้าต้องเป็นแบบไหนถึงจะเรียกได้
ต้นทางของคำคือ Dri-FIT ซึ่งเป็นชื่อเทคโนโลยีของ Nike หน้า Help ของ Nike อธิบายว่าโครงสร้างแบบไมโครไฟเบอร์ของผ้าจะดึงเหงื่อออกจากผิว แล้วกระจายไปทั่วผืนผ้าให้ระเหยเร็วขึ้น แบรนด์อื่นมีชื่อเรียกของตัวเอง ส่วนในตลาดเสื้อทีมบ้านเรา คำว่า ดรายฟิต ดรายเทค หรือผ้าระบายเหงื่อ ถูกใช้เรียกผ้ากลุ่มนี้รวม ๆ กันไป
"ผ้าไมโคร" ย่อมาจากไมโครไฟเบอร์ และบอกแค่ความละเอียดของเส้นใย นิยามที่ใช้กันทั่วไปคือเส้นใยสังเคราะห์ที่ละเอียดกว่า 1 ดีเนียร์ต่อเส้น หรือเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 10 ไมโครเมตร (นิยามตามสารานุกรม Wikipedia หัวข้อ Microfiber) ชื่อนี้ไม่ได้บอกว่าผ้าทอหรือถักแบบไหน หน้าตัดเส้นใยเป็นรูปอะไร หรือผ่านการตกแต่งผิวมาหรือเปล่า
ผ้าระบายเหงื่อทำงานยังไง
ผ้าระบายเหงื่อทำงานด้วยแรงแคปิลลารี (capillary action) แรงเดียวกับที่ทำให้น้ำไต่ขึ้นหลอดเล็ก ๆ หรือซึมไปตามกระดาษทิชชู ช่องว่างแคบ ๆ ระหว่างเส้นใยทำหน้าที่เป็นท่อจิ๋วลำเลียงเหงื่อจากด้านที่ติดผิวไปยังผิวนอกของผ้า คู่มือเรื่องผ้า moisture-wicking ของ Nike อธิบายไว้แบบเดียวกัน และบอกด้วยว่าเส้นใยยิ่งละเอียดก็ยิ่งมีช่องลำเลียงมากขึ้น
เหงื่อไม่ได้หายไปไหน แค่ถูกย้ายที่และถูกแผ่ออก น้ำปริมาณเท่ากันที่แผ่เป็นวงกว้างบนผิวผ้าจะสัมผัสอากาศมากกว่าน้ำที่กองอยู่จุดเดียว จึงระเหยได้เร็วกว่า ผ้าที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีจึงเห็นรอยเปียกแผ่กว้างตอนออกกำลัง แล้วจางไปเร็ว คู่มือของ Nike ยอมรับเองว่าผ้าระบายเหงื่อทั่วไปยังเห็นรอยเปียกด้านนอกได้
หน้าตัดเส้นใยและจำนวนเส้นใยย่อย
เส้นใยโพลีเอสเตอร์ธรรมดามีหน้าตัดกลม แต่โรงงานเส้นใยเปลี่ยนรูปรูของหัวฉีดได้ ทำให้ได้เส้นใยที่มีร่องตามยาว ร่องพวกนี้เพิ่มทั้งพื้นที่ผิวและช่องลำเลียงน้ำ งานวิจัยของ Xu, Zhang และ Chen ใน Journal of Fiber Bioengineering and Informatics (ปี 2009) นำเส้นใยโพลีเอสเตอร์หน้าตัดรูปตัว Y รูปกากบาท และรูปตัว C มาถักเป็นผ้า 4 แบบ แล้ววัดความสูงที่น้ำไต่ขึ้น การอุ้มน้ำ และประสิทธิภาพการแห้ง ผลคือหน้าตัดยิ่งผิดจากวงกลมมาก ผ้าก็ยิ่งลำเลียงความชื้นและแห้งเร็วขึ้น
จำนวนเส้นใยย่อยในเส้นด้ายก็มีผล งานของ Chen และคณะใน Fibers and Polymers (ปี 2020) ถักผ้าสองหน้า 6 แบบ ผ้าที่น้ำไต่ขึ้นเร็วและแห้งเร็วที่สุดใช้โพลีโพรพิลีน 75D/48f ด้านในและโพลีเอสเตอร์ 75D/144f ด้านนอก รหัสนี้หมายถึงเส้นด้ายขนาด 75 ดีเนียร์เท่ากัน แต่แบ่งเป็นเส้นใยย่อย 48 กับ 144 เส้น เมื่อคิดต่อเส้นจะได้ราว 1.56 กับ 0.52 ดีเนียร์ ด้านนอกจึงเป็นไมโครไฟเบอร์ที่มีช่องแคบกว่าและดึงน้ำออกจากด้านในได้
โครงสร้างผ้าและการตกแต่งผิว
ผ้ากีฬาหลายตัวถักเป็นสองชั้นให้น้ำเดินทางเดียว ชั้นในที่ติดผิวไม่ค่อยรับน้ำ ชั้นนอกรับน้ำได้ดีกว่า เหงื่อจึงถูกดึงออกด้านนอก และด้านที่แนบตัวไม่แฉะ ผู้ผลิตบางรายยังเติมสารตกแต่งให้ผิวโพลีเอสเตอร์เปียกน้ำง่ายขึ้น เพราะเนื้อโพลีเอสเตอร์เองไม่ชอบน้ำ ถ้าผิวเส้นใยไม่ยอมให้น้ำเกาะเลย น้ำก็ไม่ไต่ไปตามช่อง
ทำไมคอตตอนแห้งช้ากว่าผ้าโพลีเอสเตอร์
คอตตอนแห้งช้ากว่าเพราะเส้นใยฝ้ายดูดน้ำเข้าไปเก็บในตัวเส้นใย ส่วนโพลีเอสเตอร์เป็นวัสดุไม่ชอบน้ำและดูดซับของเหลวได้น้อย น้ำส่วนใหญ่จึงเกาะอยู่ตามผิวและช่องระหว่างเส้นใย ซึ่งระเหยออกง่ายกว่า
คอตตอนไม่ได้ลำเลียงน้ำแย่ Cotton Incorporated ระบุด้วยซ้ำว่าฝ้ายมีสมบัติ wicking ตามธรรมชาติ หยดน้ำลงเสื้อยืดคอตตอนก็ซึมหายแทบทันที ปัญหาอยู่ที่ขั้นถัดไป คือน้ำเข้าไปแล้วออกยาก เสื้อคอตตอนที่ชุ่มเหงื่อจึงหนัก แนบตัว และชื้นอยู่นาน ในชีวิตประจำวันที่เหงื่อออกไม่มาก การดูดซับของคอตตอนกลับทำให้รู้สึกแห้งสบาย ข้อเสียจะเห็นชัดเมื่อเหงื่อออกมากจนผ้าอิ่มน้ำ
คราบที่สะสมก็มีส่วน งานของ Kiyotsukuri และ Matsumoto (Kyoto Institute of Technology ตีพิมพ์ใน Descente Sports Science เล่ม 6) ทดสอบผ้าคอตตอนที่อุณหภูมิ 40°C ซึ่งใกล้อุณหภูมิร่างกาย พบว่ายิ่งมีองค์ประกอบของเหงื่อสะสมในผ้ามาก ผ้ายิ่งแห้งช้าลง
ทำไมผ้าไมโครแต่ละร้านใส่แล้วต่างกันมาก
ผ้าไมโครสองผืนต่างกันได้มาก เพราะการระบายเหงื่อขึ้นกับหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ใช่วัสดุหรือความละเอียดของเส้นใยอย่างเดียว เสื้อสองตัวที่ป้ายเขียนว่าโพลีเอสเตอร์ 100% เหมือนกันอาจต่างกันในเรื่องต่อไปนี้
- หน้าตัดเส้นใย กลมธรรมดา หรือมีร่อง
- ความละเอียด จำนวนเส้นใยย่อยต่อเส้นด้าย
- โครงสร้างผ้า ถักชั้นเดียว สองชั้น หรือมีรูตาข่าย
- การตกแต่งผิว ผ่านสารที่ช่วยให้ผิวเส้นใยเปียกน้ำง่ายหรือไม่
- ความหนา ผ้าหนาอุ้มน้ำได้มากกว่า จึงต้องระเหยน้ำออกมากกว่า
อุตสาหกรรมสิ่งทอมีวิธีวัดเรื่องนี้เป็นตัวเลข คือมาตรฐาน AATCC TM195 (Liquid Moisture Management Properties of Textile Fabrics) ใช้กับผ้าถัก ผ้าทอ และผ้าไม่ทอ เครื่องทดสอบจะรายงานค่าของผ้าแต่ละด้าน ได้แก่
- เวลาที่ผ้าเริ่มเปียก (wetting time)
- อัตราการดูดซับ (absorption rate)
- รัศมีเปียกสูงสุด (max wetted radius)
- ความเร็วการแผ่กระจาย (spreading speed)
- ความสามารถส่งน้ำทางเดียวจากด้านในไปด้านนอก (one-way transport capability)
- คะแนนรวม OMMC
คนสั่งเสื้อทีมจำนวนมากถามผู้ขายผ้าได้ว่ามีผลทดสอบตามมาตรฐานนี้ไหม ถ้าไม่มี ให้ขอตัวอย่างผ้ามาหยดน้ำที่ด้านใน แล้วดูว่าน้ำซึมเร็วแค่ไหนและแผ่เป็นวงกว้างแค่ไหนที่ด้านนอก วิธีนี้เทียบผ้าสองผืนได้คร่าว ๆ แต่ไม่ใช่การทดสอบตามมาตรฐาน
เสื้อกีฬาผ้าแห้งไวช่วยให้ร่างกายเย็นลงจริงไหม
เสื้อกีฬาผ้าแห้งไวทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นและผิวใต้เสื้อชื้นน้อยลง แต่งานวิจัยที่มีอยู่ยังไม่พบว่าอุณหภูมิแกนกลางร่างกายต่ำกว่าตอนใส่เสื้อคอตตอน หลักฐานเรื่องสมรรถภาพก็ยังไม่ตรงกัน
งานของ Sperlich และคณะ (Wilderness & Environmental Medicine ปี 2013) ให้ผู้ชายที่ฝึกซ้อมสม่ำเสมอ 8 คนวิ่งในห้องที่อุณหภูมิ 31.7°C ความชื้นสัมพัทธ์ 42% เทียบเสื้อโพลีเอสเตอร์ 100% สามแบบกับเสื้อคอตตอน 100% ผลที่ได้:
- ไม่ต่างกัน: อุณหภูมิผิว อุณหภูมิแกนกลาง อัตราการเต้นหัวใจ และเวลาที่วิ่งได้จนหมดแรง
- ต่างกัน: ความชื้นของอากาศใต้เสื้อบริเวณอกและหลังต่ำกว่าในเสื้อโพลีเอสเตอร์ทุกแบบ
ผู้วิจัยตั้งคำถามเองว่าความต่างนี้มีผลในทางปฏิบัติแค่ไหน
งานของ Ferguson และคณะ (Frontiers in Sports and Active Living ปี 2022) ให้นักปั่นและนักไตรกีฬา 15 คนปั่นจับเวลา 20 กม. ในห้องแล็บที่ 24.3°C ความชื้น 17% เทียบชุดแขนยาวขายาวผ้าโพลีเอสเตอร์ 60% ไนลอน 40% กับชุดคอตตอน 100% ผลที่ได้:
- อุณหภูมิผิวเฉลี่ย: ชุดใยสังเคราะห์ต่ำกว่าราว 0.5–0.9°C
- เวลาปั่น: ชุดใยสังเคราะห์เร็วกว่าประมาณ 15.7 วินาที (0.8%)
- อุณหภูมิแกนกลางและอัตราเหงื่อ: ไม่ต่างกัน
งานนี้มีข้อจำกัดสองข้อ คือได้ทุนจากผู้ผลิตชุดที่ใช้ทดสอบ และผู้ร่วมทดลอง 14 จาก 15 คนแยกออกว่าใส่ผ้าชนิดไหน ผู้วิจัยจึงตัดผลทางความรู้สึกออกไม่ได้ และบอกเองว่างานก่อนหน้าส่วนใหญ่ไม่พบผลของเนื้อผ้าต่อสมรรถภาพ
ผ้าแห้งไวจึงช่วยเรื่องความสบาย เช่น เสื้อไม่หนัก ไม่แนบตัว และพักแล้วไม่หนาวจากเสื้อเปียก แต่ไม่ได้ป้องกันความร้อนสะสมในร่างกาย ออกกำลังกลางแดดเมืองไทยยังต้องดื่มน้ำและพักเหมือนเดิม
เลือกและดูแลเสื้อผ้าระบายเหงื่อยังไง
เสื้อผ้าระบายเหงื่อเหมาะกับกิจกรรมที่เหงื่อออกมากต่อเนื่อง เช่น วิ่ง ฟุตบอล แบดมินตัน หรือกีฬาสีกลางแจ้ง หน้า Help ของ Nike แนะนำให้ใส่เป็นชั้นในสุดหรือใส่ตัวเดียว เพราะผ้าต้องสัมผัสผิวโดยตรงถึงจะดึงเหงื่อออกได้ การใส่ทับเสื้อกล้ามคอตตอนจึงเสียประโยชน์ไปมาก
เรื่องการซัก คู่มือของ Nike แนะนำให้กลับด้านในออก ซักน้ำเย็น และงดน้ำยาปรับผ้านุ่มเพื่อรักษาสมรรถนะของผ้า
ข้อแลกเปลี่ยนของผ้าโพลีเอสเตอร์คือกลิ่นอับที่สะสมง่ายกว่าคอตตอน ซึ่งมีสาเหตุคนละเรื่องกับการระบายเหงื่อ อ่านต่อได้ที่ เสื้อกีฬาโพลีเอสเตอร์ ทำไมเหม็นอับกว่าเสื้อฝ้าย ส่วนทีมที่จะพิมพ์ลายบนเสื้อผ้ากลุ่มนี้ ดูข้อควรระวังเรื่องสีผ้าซึมขึ้นลายได้ที่ สกรีน DTF บนผ้าโพลีเอสเตอร์
คำถามที่พบบ่อย
ผ้าดรายฟิตกับผ้าไมโครคือผ้าชนิดเดียวกันไหม
ไม่ใช่ชื่อชนิดผ้าเดียวกัน แต่ในร้านมักหมายถึงผ้ากลุ่มเดียวกัน ไมโครบอกความละเอียดของเส้นใย คือละเอียดกว่า 1 ดีเนียร์ต่อเส้น ส่วนดรายฟิตเป็นคำเรียกติดปากจาก Dri-FIT ของ Nike ใช้เรียกผ้าระบายเหงื่อทั่วไป ผ้าไมโครบางตัวระบายเหงื่อดี บางตัวก็ไม่ ขึ้นกับหน้าตัดเส้นใย โครงสร้างผ้า และการตกแต่งผิว
เสื้อผ้าดรายฟิตใส่แล้วเย็นกว่าเสื้อคอตตอนจริงหรือเปล่า
รู้สึกสบายกว่า แต่ร่างกายไม่ได้เย็นลงอย่างที่วัดได้ งานวิจัยปี 2013 ให้ผู้ชาย 8 คนวิ่งที่ 31.7°C พบว่าอุณหภูมิผิวและอุณหภูมิแกนกลางไม่ต่างกันระหว่างเสื้อโพลีเอสเตอร์กับคอตตอน ที่ต่างคืออากาศใต้เสื้อโพลีเอสเตอร์ชื้นน้อยกว่า
ทำไมเสื้อผ้าระบายเหงื่อยังเห็นรอยเปียกตอนออกกำลัง
รอยเปียกเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของผ้า ผ้าระบายเหงื่อย้ายเหงื่อจากผิวไปไว้ที่ผิวนอกของผ้าแล้วแผ่ออกให้ระเหย ระหว่างนั้นจึงเห็นเป็นวงเปียก เมื่อหยุดเหงื่อออก รอยจะจางเร็วกว่าเสื้อคอตตอนที่เก็บน้ำไว้ในเส้นใย
ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกับเสื้อกีฬาผ้าแห้งไวได้ไหม
ไม่ควรใช้ คู่มือของ Nike แนะนำให้งดน้ำยาปรับผ้านุ่มกับเสื้อผ้าระบายเหงื่อเพื่อรักษาสมรรถนะของผ้า และให้กลับด้านในออกซักด้วยน้ำเย็น ซักเสร็จแล้วตากให้แห้งทันที อย่าทิ้งเสื้อเปียกไว้ในกระเป๋า
แหล่งอ้างอิง
- AATCC TM195 – Test Method for Liquid Moisture Management Properties of Textile Fabrics
- CottonWorks – Liquid Moisture Management Tester (MMT)
- University of Zagreb Faculty of Textile Technology – Moisture Management Tester
- Nike Help – Nike Dri-FIT
- Nike – Moisture-Wicking Fabric, Explained
- Xu, Zhang & Chen (2009) – Effect of Abnormal Degree of Fiber Cross-section on the Moisture-Transfer and Dry-fast Properties of Knitted Fabric, JFBI 2(4)
- Chen et al. (2020) – The Moisture Management and Drying Properties of Weft Knitted Plating Fabrics, Fibers and Polymers 21(6)
- Testex – How to Achieve Moisture Wicking and Quick Drying in Fibers, Yarns and Fabrics
- Sperlich et al. (2013) – Exercising in a hot environment: Which T-shirt to wear?, Wilderness & Environmental Medicine 24(3)
- Ferguson et al. (2022) – Effect of Clothing Fabric on 20-km Cycling Performance in Endurance Athletes, Frontiers in Sports and Active Living
- Kiyotsukuri & Matsumoto – On the Drying of Sweat in Sport-wear, Descente Sports Science Vol. 6
- CottonWorks – Chemical Finishing: Moisture Management
- Wikipedia – Microfiber
- Wikipedia – Polyester





