ตั้งราคาขายเสื้อยืดให้ได้กำไรจริง เริ่มจากรู้ต้นทุนต่อตัวให้ครบก่อน แล้วค่อยหารด้วยกำไรขั้นต้นที่อยากได้ ไม่ใช่บวกเปอร์เซ็นต์ลอยๆ ทับราคาเสื้อเปล่าราคาโรงงาน ตัวเลขทั้งบทนี้คิดจากราคาจริงของ Anajak T-Shirt โรงงานสกรีนเสื้อและผลิตเสื้อเปล่า (กันยายน 2026) เอาไปแทนค่ากับงานของตัวเองได้เลย
ต้นทุนเสื้อยืด 1 ตัว มีอะไรบ้าง
ต้นทุนเสื้อยืด 1 ตัวของแบรนด์ มาจากสามก้อน คือ ค่าเสื้อเปล่า + ค่าสกรีนตามขนาดลายและจำนวนจุด + ต้นทุนแฝงที่คนมักลืมใส่ (ป้ายแบรนด์ ถุงแพ็ก ค่าส่ง เสื้อที่ขายไม่ออก และค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์ม) สองก้อนแรกขอตัวเลขจากโรงงานได้ตรงๆ ก้อนที่สามคือตัวที่กินกำไรเงียบๆ
ราคาเสื้อเปล่าเริ่มต้นต่อตัวของ Anajak (ราคาโรงงาน ยังไม่รวมค่าสกรีน · ดึงจากระบบสินค้า กันยายน 2026 · ราคาต่อตัวลดลงเมื่อสั่งจำนวนมาก):
- Anajak Semi 32: 65 บาท/ตัว · คอตตอน 100% 155–165 แกรม · ไม่มีขั้นต่ำ · 26 สี · ไซส์ S–4XL
- Anajak Comb 30: 90 บาท/ตัว · ฝ้าย 100% 160–175 แกรม · ไม่มีขั้นต่ำ · 5 สี · ไซส์ S–4XL
- Cotton Poly 65/35: 90 บาท/ตัว · ผ้า TC (ฝ้าย 35% / โพลีเอสเตอร์ 65%) 160–170 แกรม · ขั้นต่ำ 10 ตัว · 65 สี · ไซส์ S–3XL
- Slatt Oversize: 160 บาท/ตัว · ฝ้าย 100% 210–220 แกรม · ไม่มีขั้นต่ำ · 8 สี · ไซส์ M–2XL
- Slatt Boxy และ Slatt Oversize (Fade): 200 บาท/ตัว · ฝ้าย 100% 210–220 แกรม · ไม่มีขั้นต่ำ · ไซส์ M–2XL
- Slatt Heavy Oversize: 220 บาท/ตัว · ฝ้าย 100% 250–260 แกรม เย็บ Double Stitch · ไม่มีขั้นต่ำ · ไซส์ M–2XL
- Polo TK: 140 บาท/ตัว · โพลีเอสเตอร์ 100% (TK) คอปกถัก · ขั้นต่ำ 10 ตัว · 11 สี
ค่าสกรีนคิดแยกจากตัวเสื้อ งานสกรีน DTF คิดตามขนาดลายต่อจุด ไม่ได้คิดตามจำนวนสี — ลายเล็ก A7–A6 เริ่มราว 50 บาท/จุด · ลาย A5 ราว 70 บาท/จุด · ลาย A4 ราว 80–100 บาท/จุด · ลายเต็มหลัง A3 ราว 110 บาท/จุด (อัตราค่าสกรีนของ Anajak · ราคาจริงขึ้นกับลายและจำนวนจุดที่สกรีน)
ส่วนต้นทุนแฝง ไม่มีใครกรอกแทนคุณได้ ต้องนั่งไล่เอง: ป้ายทอ ป้ายแขวน ถุงพัสดุ ค่าส่งที่คุณออกให้ลูกค้า ไซส์ที่ค้างสต๊อก และค่าธรรมเนียมการขายของมาร์เก็ตเพลส (อัตราปรับบ่อย ให้เช็คจากหน้าค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มที่ใช้จริง ณ วันที่ตั้งราคา) รวมสามก้อนแล้วจะได้ตัวเลขเดียวที่เอาไปตั้งราคาได้
ตั้งราคาขายเสื้อยืดยังไงให้ได้กำไรตามที่ตั้งใจ
สูตรตั้งราคาขายเสื้อยืดที่ใช้ได้จริงคือ ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อตัว ÷ (1 − กำไรขั้นต้นที่ต้องการ) ที่ต้องหารไม่ใช่คูณ เพราะกำไรขั้นต้นคิดเป็นสัดส่วนของราคาขาย ไม่ใช่สัดส่วนของต้นทุน
ลองแทนค่าจริงสองแบบ
แบรนด์เริ่มต้น ลายหน้าอกจุดเดียว: Anajak Semi 32 65 บาท + DTF ลาย A5 70 บาท = ต้นทุนผลิต 135 บาท/ตัว · อยากได้กำไรขั้นต้น 50% → 135 ÷ 0.50 = 270 บาท · ถ้าตั้งขายจริงที่ 290 บาท เท่ากับกำไรขั้นต้น 53%
แบรนด์สตรีท ลายหน้า-หลัง: Slatt Oversize 160 บาท + DTF A4 ด้านหน้า 90 บาท + DTF A3 เต็มหลัง 110 บาท = ต้นทุนผลิต 360 บาท/ตัว · อยากได้กำไรขั้นต้น 55% → 360 ÷ 0.45 = 800 บาท
สองตัวเลขนี้ยังเป็นแค่ต้นทุนผลิต ยังไม่รวมป้าย ถุง ค่าส่ง สมมติของพวกนี้ตกอีกตัวละ 25 บาท ต้นทุนชุดแรกขยับเป็น 160 บาท และราคาที่จะได้กำไรขั้นต้น 50% ต้องขยับเป็น 320 บาท ไม่ใช่ 270 บาท จุดนี้แหละที่แบรนด์ใหม่พลาดกันบ่อยที่สุด — คำนวณจากค่าเสื้อกับค่าสกรีนอย่างเดียว แล้วมางงตอนสิ้นเดือนว่าเงินหายไปไหน
อยากลองสลับรุ่นผ้า จำนวน และขนาดลายหลายๆ แบบก่อนเคาะราคา กดดูเองได้ที่หน้าประเมินราคา
บวกกำไร 50% กับ กำไรขั้นต้น 50% ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
บวกกำไร 50% จากต้นทุน (markup) กับ กำไรขั้นต้น 50% ของราคาขาย (margin) ให้ราคาคนละตัว ต้นทุน 135 บาท ถ้าบวก 50% จะได้ราคาขาย 202.50 บาท ซึ่งคิดเป็นกำไรขั้นต้นแค่ 33% ส่วนกำไรขั้นต้น 50% จริงๆ ต้องขายที่ 270 บาท ห่างกัน 67.50 บาทต่อตัว ขาย 100 ตัวก็หายไป 6,750 บาทแล้ว
แล้วควรตั้งกำไรกี่เปอร์เซ็นต์? ธรรมเนียมค้าปลีกที่ใช้กันมานานคือ keystone pricing ตั้งขายที่ 2 เท่าของต้นทุน ซึ่งเท่ากับกำไรขั้นต้น 50% พอดี ใช้เป็นพื้นได้ แต่แบรนด์เสื้อที่มีค่าถ่ายแบบ ค่ายิงแอด และค่าส่งคืนสินค้า มักต้องเผื่อสูงกว่านั้น
อีกเรื่องที่ควรเผื่อไว้ตั้งแต่ตั้งราคาครั้งแรกคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 (กรมสรรพากร) วันที่ข้ามเส้นนั้นแล้วยังขาย 290 บาทเท่าเดิม เงินที่เข้าคุณจริงจะเหลือ 290 ÷ 1.07 = 271 บาท หายไปตัวละ 19 บาททันที ทั้งที่ยอดขายหน้าร้านเท่าเดิม
ส่วนคำถามว่าต้องขายกี่ตัวถึงคืนทุน ให้เอาต้นทุนคงที่ของล็อตนั้นหารด้วยกำไรต่อตัว สมมติรอบนั้นมีค่าถ่ายรูปกับค่ายิงแอดรวม 5,000 บาท ขาย 290 ต้นทุน 135 เท่ากับกำไรตัวละ 155 บาท → 5,000 ÷ 155 ≈ 33 ตัว คือจุดที่เริ่มเข้าเนื้อกำไรจริง
ราคาที่ปลอดภัยที่สุด คือราคาที่คำนวณจากต้นทุนของตัวเอง ไม่ใช่ราคาที่ลอกมาจากร้านคู่แข่งซึ่งคุณไม่รู้ต้นทุนเขา


สั่งน้อยตอนเริ่ม ต้นทุนต่อตัวจะแพงจนขายไม่ได้ไหม
สั่งน้อยไม่ได้ทำให้ต้นทุนพุ่งทุกก้อน เพราะค่าสกรีน DTF คิดต่อจุดคงที่ไม่ว่าสั่งกี่ตัว (เป็นงานพิมพ์ดิจิทัล ไม่มีค่าทำบล็อก) ก้อนที่ถูกลงตามจำนวนคือค่าเสื้อเปล่า ดังนั้นล็อตทดลอง 10–20 ตัวจึงยังคำนวณราคาขายให้มีกำไรได้ ไม่ได้แพงจนต้องรอสั่งเป็นร้อยตัวก่อน
เงื่อนไขขั้นต่ำก็มีผลกับการวางแผนล็อตแรก รุ่นคอตตอนของ Anajak ทั้ง Semi 32, Comb 30 และกลุ่ม Slatt ตั้งขั้นต่ำไว้ที่ 0 ตัว ส่วน Cotton Poly 65/35 กับ Polo TK ขั้นต่ำ 10 ตัว
ที่หน้างานเจอบ่อย: แบรนด์เปิดใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าไซส์ไหนขายดี มักสั่งล็อตแรกกระจายไซส์ทีละน้อย ยอมให้ต้นทุนต่อตัวสูงกว่าล็อตใหญ่ แล้วค่อยเติมรอบสองเฉพาะไซส์ที่ขายหมดก่อน แพงกว่าต่อตัวก็จริง แต่ไม่ต้องแบกไซส์ที่ค้างสต๊อก ซึ่งกินกำไรหนักกว่าส่วนต่างตรงนั้นมาก
ช่วงไซส์ที่มีให้เลือกก็ควรดูตั้งแต่ตอนตั้งราคา ไม่ใช่ตอนลูกค้าถาม กลุ่ม Slatt อยู่ที่ M–2XL ส่วน Semi 32 กับ Comb 30 มีถึง S–4XL ถ้าโฆษณาว่ามีครบทุกไซส์แต่รุ่นที่เลือกไว้ไม่มี สุดท้ายต้องเปลี่ยนรุ่นกลางคัน แล้วต้นทุนที่คำนวณไว้ก็เพี้ยนทั้งแผง
คำถามที่พบบ่อย
ต้นทุนทำเสื้อยืด 1 ตัว ประมาณเท่าไหร่?
ต้นทุนผลิตต่อตัวของเสื้อยืดสกรีน 1 จุด เริ่มราว 135 บาท (Anajak Semi 32 คอตตอน 65 บาท + DTF ลาย A5 ราว 70 บาท/จุด) และขึ้นไปถึงราว 360 บาทสำหรับเสื้อโอเวอร์ไซส์ผ้าหนาสกรีนหน้า-หลัง ตัวเลขนี้ยังไม่รวมป้ายแบรนด์ ถุงแพ็ก และค่าส่ง ซึ่งต้องบวกเพิ่มเองก่อนตั้งราคา
ตั้งราคาขายเสื้อยืดเท่าไหร่ถึงจะมีกำไร?
ใช้สูตร ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อตัว ÷ (1 − กำไรขั้นต้นที่ต้องการ) เช่น ต้นทุนรวม 135 บาท อยากได้กำไรขั้นต้น 50% ต้องตั้งขาย 270 บาท ถ้าบวกป้ายกับถุงอีกตัวละ 25 บาท ต้นทุนเป็น 160 บาท ราคาขายที่ให้กำไรเท่าเดิมคือ 320 บาท
คิดกำไรเสื้อยืดกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอ?
พื้นฐานค้าปลีกคือ keystone pricing หรือขายที่ 2 เท่าของต้นทุน เท่ากับกำไรขั้นต้น 50% แบรนด์ที่มีค่ายิงแอด ค่าถ่ายแบบ และค่าส่งคืนสินค้า มักตั้งไว้สูงกว่านั้น เพราะกำไรขั้นต้นต้องเหลือพอจ่ายค่าการตลาดก่อนจะเป็นกำไรสุทธิ
บวกกำไร 50% กับกำไรขั้นต้น 50% ต่างกันยังไง?
ต่างกันมาก ต้นทุน 135 บาท บวก 50% ได้ราคา 202.50 บาท ซึ่งเป็นกำไรขั้นต้นแค่ 33% ส่วนกำไรขั้นต้น 50% ต้องขาย 270 บาท ห่างกัน 67.50 บาทต่อตัว ถ้าสับสนสองคำนี้ตั้งแต่ต้น แบรนด์จะขาดทุนเงียบๆ ทั้งที่ยอดขายดูดี
สั่งเสื้อน้อยตัว ต้นทุนต่อตัวแพงกว่ามากไหม?
แพงขึ้นเฉพาะค่าเสื้อเปล่า ส่วนค่าสกรีน DTF คิดต่อจุดคงที่ไม่ว่าสั่งกี่ตัว เพราะไม่มีค่าทำบล็อก และรุ่นคอตตอนของ Anajak อย่าง Semi 32, Comb 30 กับกลุ่ม Slatt ไม่มีขั้นต่ำ จึงสั่งล็อตทดลองเล็กๆ เพื่อทดสอบราคาขายก่อนได้
ต้องขายกี่ตัวถึงคืนทุน?
เอาต้นทุนคงที่ของรอบนั้นหารด้วยกำไรต่อตัว เช่น ค่าถ่ายรูปกับค่ายิงแอดรวม 5,000 บาท ขายตัวละ 290 บาท ต้นทุน 135 บาท กำไรตัวละ 155 บาท จะคืนทุนที่ประมาณ 33 ตัว หลังจากนั้นทุกตัวที่ขายได้คือกำไรของล็อตนั้น
ขายเกินเท่าไหร่ต้องจด VAT แล้วกระทบราคาขายยังไง?
รายรับจากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 หลังจากนั้นถ้ายังขายราคาเดิม 290 บาท เงินที่เข้าจริงจะเหลือ 271 บาท (290 ÷ 1.07) ควรเผื่อส่วนนี้ไว้ในราคาตั้งแต่ก่อนถึงเพดาน
สรุปและขั้นต่อไป
ลำดับที่ใช้ได้จริงคือ รวมต้นทุนสามก้อนให้ครบก่อน (เสื้อเปล่า + สกรีน + ต้นทุนแฝง) แล้วหารด้วยกำไรขั้นต้นที่ต้องการ ไม่ใช่เดาจากราคาคู่แข่ง ต้นทุนสองก้อนแรกเป็นตัวเลขที่ขอจากโรงงานได้ก่อนสั่งจริง
อยากได้ตัวเลขต้นทุนที่ตรงกับรุ่นผ้า จำนวน และขนาดลายของคุณเอง บอกจำนวนตัว รุ่นที่สนใจ และขนาดลายที่จะสกรีนมาได้เลย ทีมงาน Anajak คำนวณให้ก่อนตัดสินใจ — ขอใบเสนอราคา ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย





