ค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) คือตัวเลขที่บอกว่าผ้าชิ้นหนึ่งยอมให้รังสี UV ทะลุไปถึงผิวได้มากน้อยแค่ไหน ผ้า UPF 50 ปล่อยรังสีผ่านราว 1 ใน 50 หรือกันไว้ได้ประมาณ 98% ตามคำอธิบายของ Skin Cancer Foundation เสื้อกัน UV จึงกันแดดได้จริง แต่ตัวเลขบนป้ายวัดจากผ้าใหม่ที่แห้งและไม่ถูกยืด การป้องกันตอนใส่จริงขึ้นกับสภาพเสื้อและพื้นที่ผิวที่ผ้าคลุมถึงด้วย
ค่า UPF คืออะไร และต่างจาก SPF อย่างไร
ค่า UPF เป็นค่าของผ้า ส่วน SPF เป็นค่าของครีมกันแดด สองค่านี้วัดคนละแบบและใช้แทนกันไม่ได้ Skin Cancer Foundation อธิบายว่า UPF บอกปริมาณรังสี UV ทั้ง UVB และ UVA ที่ทะลุผ่านเนื้อผ้ามาถึงผิว ขณะที่ SPF คิดจากระยะเวลาที่ผิวซึ่งโดนแดดเริ่มแดง และวัดเฉพาะ UVB
วิธีอ่านตัวเลข UPF ง่ายกว่าที่คิด ให้มองเป็นเศษส่วน ผ้า UPF 30 ปล่อยรังสีผ่านประมาณ 1 ใน 30 ผ้า UPF 50 ปล่อยผ่านประมาณ 1 ใน 50 ยิ่งตัวเลขสูง รังสีที่เล็ดลอดถึงผิวยิ่งน้อย
ค่านี้ไม่ได้มาจากการให้คนไปยืนตากแดด ห้องทดสอบจะฉายรังสี UV ผ่านชิ้นผ้าแล้ววัดปริมาณที่ทะลุออกมาด้วยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ จากนั้นคำนวณโดยถ่วงน้ำหนักตามความไวของผิวหนังต่อรังสีแต่ละช่วงคลื่น วิธีทดสอบ AATCC TM183 ของสหรัฐฯ นิยาม UPF ว่าเป็นอัตราส่วนระหว่างรังสี UV ที่ตัวตรวจวัดรับได้เมื่อไม่มีผ้ากั้น กับเมื่อมีผ้ากั้น
UPF 15, 30 และ 50+ กันแดดได้ต่างกันแค่ไหน
มาตรฐานออสเตรเลีย AS 4399:2020 แบ่งค่า UPF บนป้ายเสื้อผ้าเป็น 3 ระดับ คือ 15, 30 และ 50 หรือ 50+ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ด้านล่างมาจากหน้าคำแนะนำของ Cancer Council Australia ซึ่งสรุปจากมาตรฐานฉบับนี้
- UPF 15 ระดับการป้องกันขั้นต่ำ กันรังสี UV ได้ประมาณ 93%
- UPF 30 ระดับการป้องกันดี กันได้ประมาณ 96.7%
- UPF 50 และ 50+ ระดับการป้องกันดีเยี่ยม กันได้ 98% ขึ้นไป
ดูแค่เปอร์เซ็นต์แล้ว 93 กับ 98 เหมือนห่างกันนิดเดียว ลองกลับมามองฝั่งรังสีที่ทะลุผ่าน ผ้า UPF 15 ปล่อยผ่านราว 1 ใน 15 ส่วนผ้า UPF 50 ปล่อยผ่านราว 1 ใน 50 ปริมาณที่ถึงผิวจึงต่างกันมากกว่า 3 เท่า คนที่อยู่กลางแดดหลายชั่วโมงจะรู้สึกถึงส่วนต่างนี้มากกว่าคนที่เดินออกไปซื้อของสิบนาที
แต่ละหน่วยงานเรียกระดับไม่เหมือนกันเสียทีเดียว Skin Cancer Foundation จัด UPF 30 ถึง 49 ว่าป้องกันได้ดีมาก และ UPF 50+ ว่าดีเยี่ยม โดยผ้าต้องมี UPF 50 จึงจะได้ตรารับรองขององค์กร ฝั่งยุโรปใช้มาตรฐาน EN 13758-2 ซึ่งเสื้อที่ผ่านจะติดเครื่องหมาย UPF 40+
ปัจจัยที่กำหนดค่า UPF ของผ้า
ค่า UPF ของผ้าไม่ได้มาจากสารเคลือบอย่างเดียว ตัวผ้าเองกำหนดค่านี้ไว้ตั้งแต่ต้นผ่านความแน่นของโครงสร้าง สี ชนิดเส้นใย และความหนา ผ้าสองผืนที่ดูคล้ายกันจึงอาจกันรังสี UV ได้ต่างกันมาก
ความแน่นของโครงสร้างผ้า
Cancer Council Australia สรุปไว้ตรง ๆ ว่ายิ่งโครงสร้างผ้าแน่น จะเป็นผ้าถักหรือผ้าทอก็ตาม การกันแดดยิ่งดี เหตุผลคือรังสี UV ลอดผ่านช่องว่างระหว่างเส้นด้ายได้โดยตรง Skin Cancer Foundation ยกตัวอย่างผ้าทอแน่นอย่างเดนิมและแคนวาสว่ากันได้ดีกว่าผ้าบาง ผ้าโปร่ง หรือผ้าทอหลวม
ผ้าที่หนาและแน่นกว่ามักมีช่องว่างน้อยกว่า น้ำหนักผ้าจึงพอใช้เป็นเบาะแสได้ แม้จะไม่ใช่ตัวชี้ขาด ใครยังไม่คุ้นกับหน่วยน้ำหนักผ้า อ่านต่อได้ที่ เบอร์เส้นด้ายและค่าแกรมของเสื้อยืด
เสื้อสีเข้มกัน UV ได้ดีกว่าสีอ่อนจริงไหม
จริง เมื่อเทียบบนผ้าชนิดเดียวกัน Cancer Council Australia ระบุว่าสีเข้มอย่างดำ กรมท่า และแดงเข้ม ดูดซับรังสี UV ได้มากกว่าสีอ่อนของผ้าแบบเดียวกัน Skin Cancer Foundation ให้เหตุผลว่าสีเข้มหรือสีสดดูดซับรังสีไว้แทนที่จะปล่อยให้ทะลุถึงผิว
เงื่อนไข “ผ้าชนิดเดียวกัน” สำคัญมาก เสื้อสีเข้มที่ถักหลวมและบางไม่ได้กันดีกว่าเสื้อสีอ่อนที่ทอแน่นเสมอไป กับผ้าสีอ่อน ความแน่นของโครงสร้างจึงต้องรับภาระแทนสี
ชนิดเส้นใยและสารดูดซับ UV
เส้นใยแต่ละชนิดรับมือกับรังสี UV ต่างกัน Skin Cancer Foundation อธิบายว่าฝ้ายที่ไม่ผ่านการฟอกขาวมีลิกนินตามธรรมชาติซึ่งช่วยดูดซับ UV ส่วนโพลีเอสเตอร์เนื้อมันและผ้าไหมเนื้อเงาช่วยสะท้อนรังสีออกไป เสื้อกัน UV หลายรุ่นยังผ่านการตกแต่งด้วยสารดูดซับ UV หรือสีย้อมที่ช่วยกันรังสีเพิ่ม เสื้อกลุ่มนี้ควรซักตามคำแนะนำบนป้าย ส่วนความต่างด้านอื่นของสองเส้นใยหลักในเสื้อยืด ดูได้ในบท ผ้า Cotton กับ TC ต่างกันยังไง
เสื้อกัน UV ได้ผลจริงไหมเมื่อเปียก ยืด หรือใช้ไปนาน ๆ
เสื้อกัน UV ยังกันแดดได้ แต่การป้องกันลดลงเมื่อผ้าเปียก ถูกยืด หรือสึกจนบาง เพราะค่าบนป้ายเป็นค่าของผ้าในสภาพที่ดีที่สุด Mascot ผู้ผลิตชุดทำงานในยุโรป อธิบายมาตรฐาน EN 13758-2 ว่าทดสอบกับผ้าใหม่ที่แห้งและไม่ถูกยืด และใช้ค่า UPF ต่ำสุดจากผลทดสอบ การทดสอบผ้าขณะเปียกหรือยืดทำได้แต่ไม่บังคับ ฝั่งสหรัฐฯ วิธี AATCC TM183 มีขั้นตอนสำหรับทดสอบทั้งผ้าแห้งและผ้าเปียก
สามสถานการณ์ที่ทำให้การป้องกันลดลง ตามที่ Cancer Council Australia และ Skin Cancer Foundation ระบุ
- ผ้าเปียก ผ้ากันรังสี UV ได้น้อยลงเมื่อเปียกและดูโปร่งขึ้น คนที่ว่ายน้ำหรือเหงื่อออกมากควรเลือกผ้าแห้งเร็วและมีเสื้อแห้งไว้เปลี่ยน
- ผ้าถูกยืด เสื้อที่คับจนตึงดึงเส้นด้ายให้ห่างกัน รังสีจึงลอดผ่านได้มากขึ้น พบบ่อยในผ้าถักและผ้าที่มีเส้นใยยืด เลือกไซซ์ให้พอดีตัวหรือหลวมเล็กน้อย
- ผ้าเก่า เสื้อที่บางจนเห็นเส้นด้ายหรือสีซีดอาจกันได้น้อยลงตามเวลา สาเหตุที่สีซีดอ่านเพิ่มได้ที่ ทำไมเสื้อยืดสีดำซีดเร็ว
มีข้อยกเว้นที่น่าสนใจ Cancer Council Australia ระบุว่าการซักผ้าเส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้ายอาจทำให้ช่องว่างในโครงสร้างผ้าหดแคบลง ซึ่งช่วยให้กันรังสีได้ดีขึ้น การใส่ผ้าซ้อนกันหลายชั้นก็เพิ่มการป้องกันได้เช่นกัน
อ่านป้ายและเลือกเสื้อกัน UV อย่างไร
ป้าย UPF ที่เชื่อถือได้ควรบอกทั้งตัวเลขและมาตรฐานที่ใช้ทดสอบ เพราะแต่ละมาตรฐานวัดไม่เหมือนกัน Centexbel ศูนย์ทดสอบสิ่งทอของเบลเยียม อธิบายว่า AS/NZS 4399 จำลองสเปกตรัมแสงอาทิตย์ของเมืองเมลเบิร์น ส่วน EN 13758-1 และ AATCC TM183 ใช้สเปกตรัมของเมืองอัลบูเคอร์คีในสหรัฐฯ ค่า UPF จากต่างมาตรฐานจึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ทุกกรณี
ตัวเลขสูงช่วยได้เฉพาะผิวที่ผ้าคลุมถึง Cancer Council Australia แนะนำเสื้อมีปก แขนยาวอย่างน้อยสามส่วน และกางเกงหรือกระโปรงยาวอย่างน้อยสามส่วน มาตรฐานออสเตรเลียยังกำหนดว่าเสื้อที่จะอ้างค่า UPF ต้องคลุมลำตัวและต้นแขนอย่างน้อย 3 ใน 4 เสื้อกล้ามที่ทำจากผ้า UPF 50+ จึงยังเปิดไหล่และแขนให้โดนแดดเต็ม ๆ
ส่วนที่ผ้าคลุมไม่ถึง เช่น ใบหน้า คอ และหลังมือ ยังต้องพึ่งหมวก แว่นกันแดด และครีมกันแดด
คำถามที่พบบ่อย
เสื้อกัน UV ค่า UPF 50+ กันแดดได้กี่เปอร์เซ็นต์
ผ้า UPF 50 กันรังสี UV ได้ประมาณ 98% และปล่อยผ่านราว 1 ใน 50 ตามคำอธิบายของ Skin Cancer Foundation ส่วน UPF 50+ หมายถึงกันได้อย่างน้อยเท่านี้ ซึ่งมาตรฐานออสเตรเลีย AS 4399:2020 จัดเป็นระดับดีเยี่ยม ตัวเลขนี้วัดจากผ้าใหม่ที่แห้งและไม่ถูกยืด และใช้ได้กับผิวส่วนที่ผ้าคลุมเท่านั้น
ค่า UPF กับ SPF ต่างกันอย่างไร ใช้แทนกันได้ไหม
ใช้แทนกันไม่ได้ UPF เป็นค่าของผ้า บอกปริมาณรังสี UV ทั้ง UVA และ UVB ที่ทะลุผ่านเนื้อผ้ามาถึงผิว ส่วน SPF เป็นค่าของครีมกันแดด คิดจากเวลาที่ผิวเริ่มแดงเมื่อโดนแดดและวัดเฉพาะ UVB ตามคำอธิบายของ Skin Cancer Foundation ในชีวิตจริงสองอย่างนี้ใช้คู่กัน เสื้อดูแลส่วนที่ผ้าคลุม ครีมดูแลส่วนที่เหลือ
ใส่เสื้อกัน UV แล้วยังต้องทาครีมกันแดดอีกไหม
ยังต้องทาในส่วนที่เสื้อไม่ได้คลุม เช่น ใบหน้า คอ หลังมือ และขา เพราะเสื้อกันรังสีได้เฉพาะผิวใต้เนื้อผ้า Skin Cancer Foundation แนะนำให้ใช้เสื้อผ้ากันแดดร่วมกับหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดดที่กรอง UV และครีมกันแดดแบบป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ข้อดีของเสื้อคือไม่ต้องทาซ้ำระหว่างวันเหมือนครีม
เสื้อกัน UV ที่เปียกเหงื่อหรือเปียกน้ำยังกันแดดได้เหมือนเดิมไหม
กันได้น้อยลง Cancer Council Australia ระบุว่าผ้ากันรังสี UV ได้น้อยลงเมื่อเปียก และ Skin Cancer Foundation อธิบายว่าผ้าที่เปียกหรือถูกยืดจะโปร่งขึ้น ค่าบนป้ายส่วนใหญ่มาจากการทดสอบผ้าแห้ง คนที่เล่นกีฬาทางน้ำหรือวิ่งจนเสื้อชุ่มควรเลือกผ้าแห้งเร็ว และเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้งเมื่อทำได้
เสื้อกัน UV ซักไปนาน ๆ ค่า UPF จะลดลงไหม
ลดได้เมื่อเสื้อสึกจนบาง สีซีด หรือยืดย้วย Cancer Council Australia ระบุว่าเสื้อผ้าที่เก่า บางจนเห็นเส้นด้าย หรือสีซีด อาจกันรังสีได้น้อยลงตามเวลา เสื้อที่ผ่านการตกแต่งด้วยสารดูดซับ UV ควรซักตามคำแนะนำบนป้าย ในทางกลับกัน ผ้าฝ้ายที่หดตัวหลังซักอาจมีช่องว่างแคบลงและกันได้ดีขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- Skin Cancer Foundation — Sun-Protective Clothing
- Cancer Council Australia — Sun protective clothing
- AATCC — TM183 Test Method for Transmittance or Blocking of UV Radiation through Fabric
- Centexbel — Ultraviolet Protection Factor (UPF) of textiles
- Mascot Workwear — EN 13758-2 UPF 40+





