เชียงใหม่, ประเทศไทย
#เสื้อยืด#แฟชั่น#เจ้าของแบรนด์

ภาษีนำเข้าบาทแรก ทำเสื้อหลักร้อยจากแอปจีนแพงขึ้นจริงไหม

14 กันยายน 2569
ราวเหล็กแขวนเสื้อยืดเปล่าหลายสีบนไม้แขวนพลาสติกสีขาวเบียดกันแน่น ทั้งสีเทา ขาว น้ำตาล น้ำเงิน ดำ และแดง ตั้งอยู่หน้าผนังเรียบสีอ่อน

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สินค้านำเข้าทุกชิ้นเสียอากรขาเข้าและ VAT ตั้งแต่บาทแรก เสื้อผ้าอยู่ในกลุ่มอัตราสูงราว 30% เสื้อหลักร้อยจากแอปจีนจึงแพงขึ้นจริง บทความนี้พาคิดทีละขั้นว่าเพิ่มเท่าไหร่ ผ่านมาแปดเดือนเกิดอะไรขึ้น และคนทำแบรนด์เสื้อไทยได้เปรียบขึ้นแค่ไหน

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ของที่นำเข้ามาไทยทุกชิ้นต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก เพดานยกเว้นของถูกที่เคยอยู่ที่ 1,500 บาทถูกยกเลิกไป และเสื้อผ้าเป็นหมวดที่อัตราอากรสูงอยู่แล้วราว 30% คำถามที่คนซื้อเสื้อกับคนทำแบรนด์เล็กถามตรงกันคือ เสื้อตัวละร้อยกว่าบาทที่เคยกดสั่งในแอป ตอนนี้ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ ของถูกขนาดนั้นจะยังมีอยู่ไหม และคนที่ผลิตเสื้อขายในไทยได้เปรียบขึ้นจริงหรือเปล่า

มาตรการนี้เก็บอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนเก็บ

เดิมไทยใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า de minimis คือยกเว้นอากรขาเข้าให้ของที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ของชิ้นเล็กที่สั่งจากแอปจึงเข้ามาโดยไม่ต้องเสียอากร มาตรการใหม่ยกเลิกเพดานนั้น แล้วเก็บทั้ง อากรขาเข้าตามพิกัดของสินค้า และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับของนำเข้าทุกชิ้นตั้งแต่มูลค่า 1 บาทขึ้นไป มีผลวันที่ 1 มกราคม 2569

อัตราอากรไม่ได้เท่ากันทุกหมวด นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้ข้อมูลกับกรุงเทพธุรกิจเมื่อ 22 ธันวาคม 2568 ว่าสินค้าแฟชั่นเป็นกลุ่มที่อัตราสูงสุด โดยเสื้อผ้าและรองเท้าอยู่ที่ประมาณ 30% ส่วนกระเป๋าอยู่ที่ 20%

คนซื้อทั่วไปไม่ต้องไปจ่ายเองที่ศุลกากร เพราะกรมศุลกากรทำบันทึกความเข้าใจกับแพลตฟอร์มใหญ่ 5 ราย ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok Shop, SHEIN และ TEMU ให้คิดภาษีรวมไว้ในราคาสินค้าตั้งแต่ตอนจ่ายเงิน ประกาศของรัฐบาลผ่านกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 1 มกราคม 2569 ระบุว่า "ปัจจุบันกว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้า ภาษีจะถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มแล้ว" ส่วนของที่สั่งจากช่องทางนอกความร่วมมือนี้ ภาษีจะไม่ถูกบวกให้ตั้งแต่ตอนกดสั่ง แต่ไปคิดกันที่ขั้นตอนศุลกากรแทน

บทความนี้เล่าภาพรวมจากประกาศและข่าวที่เปิดต้นทางได้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือพิธีการศุลกากร ถ้าเป็นกรณีเฉพาะของการนำเข้าเพื่อขาย ต้องถามกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศโดยตรง

เสื้อ 99 บาทในแอป ตอนนี้จ่ายเพิ่มเท่าไหร่

วิธีคิดภาษีนำเข้าเป็นสองชั้นซ้อนกัน ไม่ใช่การบวกเปอร์เซ็นต์เดียวจบ ฐานที่ใช้คิดเรียกว่าราคา CIF ซึ่งเท่ากับราคาสินค้าบวกค่าประกันภัยบวกค่าขนส่ง จากนั้นคิดอากรขาเข้าจากฐานนั้นตามอัตราของสินค้า แล้วจึงคิด VAT 7% จากราคา CIF บวกอากรอีกทีหนึ่ง

ลองใส่ตัวเลขเสื้อยืดตัวละ 99 บาทเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด โดยสมมติให้ค่าขนส่งและค่าประกันเป็นศูนย์ และใช้อัตราอากรเสื้อผ้า 30% ตามที่อธิบดีกรมศุลกากรให้ไว้

  • ราคา CIF: 99 บาท
  • อากรขาเข้า 30% ของ 99: 29.70 บาท
  • ฐานคิด VAT (99 + 29.70): 128.70 บาท
  • VAT 7% ของ 128.70: 9.01 บาท
  • ภาษีรวมที่เพิ่มเข้ามา: 38.71 บาท → ราคาที่ต้องจ่ายราว 137.71 บาท

แปลว่าภาระภาษีในตัวอย่างนี้คิดเป็นราว 39% ของราคาสินค้า และถ้าล็อตนั้นมีค่าขนส่งกับค่าประกันรวมอยู่ในฐาน CIF ด้วย ตัวเลขจะขยับขึ้นอีก เพราะอากรคิดจากฐานที่ใหญ่ขึ้น แล้ว VAT ก็คิดทับอากรอีกชั้น

ตัวเลขที่เห็นบนหน้าจอจริงอาจไม่ตรงกับการคำนวณข้างบนเป๊ะ เพราะขึ้นกับพิกัดศุลกากรของสินค้าชิ้นนั้น ค่าขนส่งที่ผู้ขายแจ้ง และว่าผู้ขายเลือกรับภาระภาษีเองบางส่วนเพื่อรักษาราคาหน้าร้านหรือไม่ ประกาศของรัฐบาลเมื่อ 1 มกราคม 2569 ประเมินไว้กว้าง ๆ ว่า "ราคาสินค้าบางประเภทอาจมีการปรับตัว เช่น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20–30" ซึ่งเป็นการประเมินของภาครัฐตอนเริ่มมาตรการ ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดจากราคาจริงหลังบังคับใช้

ทำไมเสื้อหลักร้อยจากจีนถึงมีอยู่ได้ตั้งแต่แรก

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ช่องยกเว้นภาษีบวกกับเส้นทางขนส่งที่เปลี่ยนไปทั้งระบบ

งานวิจัย ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เผยแพร่เดือนเมษายน 2569 ประเมินว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยในปี 2568 อยู่ที่ราว 37,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 150% จากปี 2563 โดยแบ่งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราวครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 20,000 ล้านบาท วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางราว 30% และสินค้าทุนราว 10%

จุดที่เกี่ยวกับคนทำเสื้อโดยตรงคือองค์ประกอบของหมวดอุปโภคบริโภค งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าจำพวกเสื้อผ้า มูลค่ารวมในปี 2568 กว่า 10,000 ล้านบาท พูดอีกอย่างคือเสื้อผ้าคือสินค้าตัวหลักของตลาดของถูกข้ามพรมแดนนี้ ไม่ใช่ของจิปาถะอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อีกสองตัวเลขอธิบายว่าทำไมต้นทุนถึงกดลงได้ขนาดนั้น

  • แหล่งที่มากระจุกตัว — จีนมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำในช่วงหลัง จากที่ญี่ปุ่นเคยเป็นแหล่งใหญ่สุดราว 35% ในปี 2559
  • วิธีขนเปลี่ยนไป — จากเดิมที่พึ่งเครื่องบินเป็นหลัก ปัจจุบันกว่า 70% เข้ามาทางรถ ผ่านด่านมุกดาหารและนครพนมเป็นหลัก ตามเส้นทางจีน–ลาว–ไทย

การขนทางบกเป็นล็อตใหญ่แล้วแยกส่งปลายทางในประเทศ ทำให้ค่าขนส่งต่อชิ้นถูกกว่าการส่งพัสดุทางอากาศทีละใบมาก พอบวกกับการไม่ต้องเสียอากรเพราะมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ราคาที่คนไทยเห็นบนหน้าแอปจึงต่ำกว่าที่ผู้ผลิตในประเทศจะลงไปแข่งได้ในหลายกรณี

ผ่านมาแปดเดือนกว่า เกิดอะไรขึ้นจริง

ตัวเลขล่าสุดมาจากกรมศุลกากรเอง วันที่ 14 กันยายน 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่านับตั้งแต่เริ่มมาตรการเมื่อ 1 มกราคม 2569 จนถึงปัจจุบัน จัดเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าออนไลน์ได้ กว่า 4,000 ล้านบาท จากมูลค่าการนำเข้าราว 41,000 ล้านบาท คิดเป็นสินค้าราว 225 ล้านชิ้น สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท

สองตัวเลขนี้คำนวณต่อได้เลยว่า ของที่เข้ามามีมูลค่าเฉลี่ยราว 182 บาทต่อชิ้น และภาษีที่เก็บได้จริงคิดเป็นราว 9.8% ของมูลค่านำเข้าเมื่อเฉลี่ยรวมทุกหมวด ซึ่งต่ำกว่าอัตราเสื้อผ้าที่ 30% มาก เพราะของที่เข้ามามีทั้งหมวดที่อัตราอากรต่ำหรือเป็นศูนย์ปนอยู่ด้วย เสื้อผ้าจึงเป็นกลุ่มที่โดนหนักกว่าค่าเฉลี่ยของตะกร้าทั้งหมด

ฝั่งพฤติกรรมคนซื้อ อธิบดีกรมศุลกากรระบุในข่าวเดียวกันว่าสถานการณ์การนำเข้าสินค้าออนไลน์ "ขณะนี้เริ่มนิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะคนเริ่มหันมาซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มที่มีร้านค้าตั้งอยู่ในประเทศมากขึ้น" นี่เป็นคำอธิบายจากผู้กำกับดูแล ไม่ใช่ผลสำรวจผู้บริโภค และยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขยอดขายรายหมวดที่ยืนยันว่าเสื้อผ้าไทยขายดีขึ้นเท่าไหร่

ข้อเสนอเก็บอัตราเดียว 30% ยังไม่ใช่ของที่บังคับใช้

เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะมีคนเข้าใจผิดกันเยอะ เมื่อ 4 มีนาคม 2569 อธิบดีกรมศุลกากรให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่ากรมเตรียมหารือกระทรวงการคลังเพื่อปรับวิธีเก็บของมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทให้เป็น อัตราเดียว เช่น 30% แทนการแยกอัตราตามพิกัดรายสินค้าซึ่งปัจจุบันมีตั้งแต่ 0–30% เหตุผลที่ให้ไว้คือลดความยุ่งยากและดูแลผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ โดยระยะสั้นทำได้ด้วยการแก้ประกาศกระทรวง ส่วนระยะยาวต้องแก้พระราชกฤษฎีกา

สถานะ ณ ตอนนั้นคือ อยู่ระหว่างเตรียมหารือ และเท่าที่ตรวจสอบข่าวถึงกลางเดือนกันยายน 2569 ยังไม่พบประกาศว่ามีการบังคับใช้อัตราเดียวแล้ว ใครที่วางแผนต้นทุนระยะยาวจึงควรเช็กประกาศล่าสุดของกรมศุลกากรเอง ไม่ควรคิดต้นทุนจากอัตราที่ยังเป็นข้อเสนอ

คนทำแบรนด์เสื้อในไทยได้เปรียบขึ้นจริงไหม

ได้เปรียบขึ้นในเรื่องเดียว คือช่องว่างราคาระหว่างเสื้อนำเข้าราคาถูกกับเสื้อที่ผลิตในไทยแคบลง เพราะฝั่งนำเข้าเคยได้ส่วนลดจากการไม่ต้องเสียอากร ตอนนี้ส่วนลดนั้นหายไปแล้ว และในหมวดเสื้อผ้าอัตราที่หายไปก็ไม่ใช่น้อย

แต่มีสามข้อที่ไม่ได้เปลี่ยนตาม และเป็นข้อที่คนทำแบรนด์เล็กเจอจริงมากกว่า

  • ต้นทุนต่อตัวของงานจำนวนน้อยยังเท่าเดิม ค่าบล็อกสกรีน ค่าตั้งเครื่อง และค่าตัดเย็บล็อตเล็ก ไม่ได้ถูกลงเพราะภาษีนำเข้า งานสิบตัวยังแพงต่อตัวกว่างานร้อยตัวเหมือนเดิม
  • ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนอาจขยับขึ้น งานวิจัย PIER ชี้ว่าราว 30% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง การยกเลิกเกณฑ์ de minimis จึงกระทบ "ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจรวมถึงโครงสร้างการแข่งขัน" ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคปลายทาง ใครที่สั่งอุปกรณ์ ฟิล์ม หมึก หรือของแต่งเสื้อจากจีนเป็นล็อตเล็ก ต้นทุนส่วนนี้ขึ้นด้วย
  • คนซื้อไม่ได้เทียบแค่ราคา เสื้อแบรนด์เล็กแข่งด้วยแบบ คุณภาพผ้า งานพิมพ์ และเรื่องที่เล่าได้ ไม่ได้แข่งกับเสื้อโหลตัวละร้อยบนแอปในสนามเดียวกันอยู่แล้ว

สรุปแบบตรงไปตรงมาคือ มาตรการนี้ช่วยให้สนามเอียงน้อยลง แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนของการผลิตล็อตเล็กในไทยถูกลง ใครที่กำลังคิดราคาขายจากต้นทุนจริง ลองดูวิธีแยกต้นทุนต่อตัวกับกำไรในบท ตั้งราคาขายเสื้อยืด คิดต้นทุน-กำไร ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มวางแผนแบรนด์ ลำดับขั้นตอนอยู่ในบท เริ่มต้นทำแบรนด์เสื้อยืด

สำหรับคนที่ตัดสินใจผลิตในไทยเพราะคุมคุณภาพและจำนวนได้เอง อนาจักรรับงานสกรีนตั้งแต่จำนวนน้อยไปจนถึงงานล็อตใหญ่ คุยรายละเอียดงานได้ก่อนตัดสินใจ

คำถามที่คนถามบ่อย

ภาษีนำเข้าบาทแรกเริ่มเมื่อไหร่ และเก็บอะไรบ้าง

เริ่ม 1 มกราคม 2569 เก็บทั้งอากรขาเข้าตามพิกัดของสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับสินค้านำเข้าทุกชิ้นตั้งแต่มูลค่า 1 บาท จากเดิมที่ยกเว้นอากรให้ของมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท

เสื้อผ้าเสียอากรกี่เปอร์เซ็นต์

อธิบดีกรมศุลกากรให้ข้อมูลเมื่อธันวาคม 2568 ว่าเสื้อผ้าและรองเท้าอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มอัตราสูงสุด ส่วนกระเป๋าอยู่ที่ 20% อัตราจริงของสินค้าชิ้นหนึ่งขึ้นกับพิกัดศุลกากรของสินค้านั้น

ต้องไปจ่ายภาษีเองที่ศุลกากรไหม

ถ้าซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่ร่วมมือกับกรมศุลกากร (Lazada, Shopee, TikTok Shop, SHEIN, TEMU) ภาษีถูกคิดรวมในราคาตั้งแต่ตอนจ่ายเงินแล้ว ประกาศรัฐบาลวันที่ 1 มกราคม 2569 ระบุว่ากว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้าเป็นแบบนี้ ส่วนของที่สั่งนอกช่องทางเหล่านี้จะไปคิดภาษีที่ขั้นตอนศุลกากร

เสื้อจากแอปจีนแพงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่

ยังไม่มีตัวเลขทางการที่วัดจากราคาขายจริงหลังบังคับใช้ ประกาศของรัฐบาลตอนเริ่มมาตรการประเมินว่าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายอาจเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 20–30 ส่วนการคำนวณจากอัตรา 30% บวก VAT 7% ให้ภาระภาษีราว 39% ของราคาสินค้าเมื่อไม่รวมค่าขนส่ง ราคาหน้าจอจริงยังขึ้นกับว่าผู้ขายผลักภาระเท่าไหร่

รัฐจะเปลี่ยนไปเก็บอัตราเดียว 30% แล้วใช่ไหม

ยังไม่ใช่ ข้อเสนอนี้อธิบดีกรมศุลกากรพูดถึงเมื่อมีนาคม 2569 ว่าเตรียมหารือกระทรวงการคลัง และเท่าที่ตรวจข่าวถึงกลางเดือนกันยายน 2569 ยังไม่พบประกาศบังคับใช้ ควรเช็กประกาศล่าสุดของกรมศุลกากรก่อนใช้คำนวณต้นทุน

มาตรการนี้ทำให้คนหันมาซื้อเสื้อที่ผลิตในไทยมากขึ้นจริงไหม

อธิบดีกรมศุลกากรระบุเมื่อกันยายน 2569 ว่าการนำเข้าออนไลน์เริ่มนิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะคนหันไปซื้อจากร้านค้าที่ตั้งอยู่ในประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่มีตัวเลขยอดขายรายหมวดเปิดเผยออกมายืนยันเฉพาะหมวดเสื้อผ้า

แหล่งอ้างอิง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาพมาโครเปรียบเทียบหมึกยางที่นูนเป็นชั้นเงาอยู่บนผิวผ้า กับหมึกจมที่ซึมลงไปในเนื้อผ้าจนสัมผัสเรียบ บนเสื้อคอตตอนตัวเดียวกัน

หมึกสกรีนเสื้อ หมึกยาง vs หมึกจม ต่างกันยังไง

จะสั่งสกรีนเสื้อแบบซิลค์สกรีนทั้งที หลายคนสงสัยว่า หมึกสกรีนเสื้อ มีกี่แบบ และแต่ละแบบให้ผลต่างกันยังไง เพราะเลือกหมึกผิดประเภท ลายที่ได้อาจแข็งกระด้าง ระบายอากาศไม่ดี หรือสีจมหายไปกับเนื้อผ้าจนไม่เด่นอย่างที่ตั้งใจ คำตอบคือหมึกซิลค์สกรีนที่ใช้กันมากมี 2 กลุ่มหลัก — หมึกยางที่ลอยนูนอยู่บนผิวผ้า กับ หมึกจมที่ซึมเข้าเนื้อผ้าให้สัมผัสเนียนนุ่ม บทความนี้อธิบายความต่างของทั้งสองแบบ ข้อดี-ข้อจำกัด และแนะนำว่างานแบบไหนควรเลือกหมึกชนิดใด พร้อมราคาและขั้นต่ำงานซิลค์สกรีนจริงจากโรงงาน Anajak

ภาพมาโครเสื้อยืดคอตตอนสองตัวพับซ้อนกันให้ขอบผ้าชนกัน ตัวหนึ่งเนื้อหนาแน่น อีกตัวบางเนียน เห็นความต่างของความหนาผ้าชัดเจน

ผ้า 20s กับ 32s ต่างกันยังไง? เสื้อยืดกี่แกรมดี

ผ้า 20s กับ 32s ต่างกันยังไง? ต่างกันที่ เบอร์เส้นด้าย (yarn count) ที่ใช้ถักเสื้อเป็นหลัก — เลข 20s หมายถึงเส้นด้ายเบอร์ 20 ที่เส้นหนากว่า ทำให้ได้ผ้าหนาแน่นอยู่ทรง ส่วน 32s คือเส้นด้ายเบอร์ 32 ที่เล็กและละเอียดกว่า เนื้อผ้าจึงบางเบาและเนียนกว่า จุดต่างนี้ส่งผลตั้งแต่ความหนา น้ำหนัก ทรงเสื้อ ไปจนถึงราคาและงานที่เหมาะ หลายคนสั่งเสื้อแล้วได้เนื้อหนาเกินจนใส่ร้อน หรือบางเกินจนดูไม่มีราคา เพราะดูแค่ว่า 'กี่แกรม' โดยไม่เข้าใจว่าเบอร์เส้นด้ายกับแกรมสัมพันธ์กันอย่างไร บทความนี้อธิบายความต่างของผ้า 20s กับ 32s (รวมถึง 30s ที่อยู่ตรงกลาง) และสรุปว่าเสื้อยืดกี่แกรมเหมาะกับงานแบบไหน พร้อมสเปกจริง ราคาเริ่มต้น และความหนาแต่ละรุ่นจากโรงงาน Anajak เพื่อให้เลือกผ้าได้ตรงงานตั้งแต่ครั้งแรก

ภาพในโรงงาน มือกำลังลอกแผ่นฟิล์มลายดอกไม้สีสดออกจากเสื้อที่พับไว้ ข้างๆ มีกรอบตะแกรงและยางปาดหมึกวางอยู่

DTF กับ ซิลค์สกรีน เลือกแบบไหนดี? เทียบครบทุกมุม

จะสกรีนเสื้อทั้งที ควรเลือก DTF กับ ซิลค์สกรีน แบบไหนดี? ทั้งสองเทคนิคนิยมกันมากในไทย แต่ให้ผลลัพธ์ ราคา และความคุ้มที่ต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อจำนวนที่สั่งและจำนวนสีของลายไม่เท่ากัน เลือกผิดอาจจ่ายแพงเกินจำเป็น หรือได้งานไม่ตรงกับที่ต้องการ บทความนี้เทียบ DTF (Direct to Film) กับ ซิลค์สกรีน (บล็อกสกรีน) ให้ครบทุกมุม ทั้งวิธีพิมพ์ ความคมชัด ความทน เนื้อผ้าที่รองรับ และราคาจริงจากโรงงาน Anajak พร้อมสรุปให้ชัดว่างานแบบไหนควรใช้เทคนิคใด เพื่อให้คุณเลือกได้ถูกตั้งแต่ก่อนสั่ง

ความคิดเห็น

ระบบความคิดเห็นจะเปิดใช้งานเร็วๆ นี้

ทักไลน์ได้ตลอดเวลา

พร้อมเริ่มผลิต
กับเราแล้วหรือยัง?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรีและใบเสนอราคาที่เหมาะกับคุณที่สุด

ปรึกษาฟรีใบเสนอราคาใน 24 ชม.ไม่มีขั้นต่ำ