ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ของที่นำเข้ามาไทยทุกชิ้นต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก เพดานยกเว้นของถูกที่เคยอยู่ที่ 1,500 บาทถูกยกเลิกไป และเสื้อผ้าเป็นหมวดที่อัตราอากรสูงอยู่แล้วราว 30% คำถามที่คนซื้อเสื้อกับคนทำแบรนด์เล็กถามตรงกันคือ เสื้อตัวละร้อยกว่าบาทที่เคยกดสั่งในแอป ตอนนี้ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ ของถูกขนาดนั้นจะยังมีอยู่ไหม และคนที่ผลิตเสื้อขายในไทยได้เปรียบขึ้นจริงหรือเปล่า
มาตรการนี้เก็บอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนเก็บ
เดิมไทยใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า de minimis คือยกเว้นอากรขาเข้าให้ของที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ของชิ้นเล็กที่สั่งจากแอปจึงเข้ามาโดยไม่ต้องเสียอากร มาตรการใหม่ยกเลิกเพดานนั้น แล้วเก็บทั้ง อากรขาเข้าตามพิกัดของสินค้า และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับของนำเข้าทุกชิ้นตั้งแต่มูลค่า 1 บาทขึ้นไป มีผลวันที่ 1 มกราคม 2569
อัตราอากรไม่ได้เท่ากันทุกหมวด นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้ข้อมูลกับกรุงเทพธุรกิจเมื่อ 22 ธันวาคม 2568 ว่าสินค้าแฟชั่นเป็นกลุ่มที่อัตราสูงสุด โดยเสื้อผ้าและรองเท้าอยู่ที่ประมาณ 30% ส่วนกระเป๋าอยู่ที่ 20%
คนซื้อทั่วไปไม่ต้องไปจ่ายเองที่ศุลกากร เพราะกรมศุลกากรทำบันทึกความเข้าใจกับแพลตฟอร์มใหญ่ 5 ราย ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok Shop, SHEIN และ TEMU ให้คิดภาษีรวมไว้ในราคาสินค้าตั้งแต่ตอนจ่ายเงิน ประกาศของรัฐบาลผ่านกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 1 มกราคม 2569 ระบุว่า "ปัจจุบันกว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้า ภาษีจะถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มแล้ว" ส่วนของที่สั่งจากช่องทางนอกความร่วมมือนี้ ภาษีจะไม่ถูกบวกให้ตั้งแต่ตอนกดสั่ง แต่ไปคิดกันที่ขั้นตอนศุลกากรแทน
บทความนี้เล่าภาพรวมจากประกาศและข่าวที่เปิดต้นทางได้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือพิธีการศุลกากร ถ้าเป็นกรณีเฉพาะของการนำเข้าเพื่อขาย ต้องถามกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศโดยตรง
เสื้อ 99 บาทในแอป ตอนนี้จ่ายเพิ่มเท่าไหร่
วิธีคิดภาษีนำเข้าเป็นสองชั้นซ้อนกัน ไม่ใช่การบวกเปอร์เซ็นต์เดียวจบ ฐานที่ใช้คิดเรียกว่าราคา CIF ซึ่งเท่ากับราคาสินค้าบวกค่าประกันภัยบวกค่าขนส่ง จากนั้นคิดอากรขาเข้าจากฐานนั้นตามอัตราของสินค้า แล้วจึงคิด VAT 7% จากราคา CIF บวกอากรอีกทีหนึ่ง
ลองใส่ตัวเลขเสื้อยืดตัวละ 99 บาทเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด โดยสมมติให้ค่าขนส่งและค่าประกันเป็นศูนย์ และใช้อัตราอากรเสื้อผ้า 30% ตามที่อธิบดีกรมศุลกากรให้ไว้
- ราคา CIF: 99 บาท
- อากรขาเข้า 30% ของ 99: 29.70 บาท
- ฐานคิด VAT (99 + 29.70): 128.70 บาท
- VAT 7% ของ 128.70: 9.01 บาท
- ภาษีรวมที่เพิ่มเข้ามา: 38.71 บาท → ราคาที่ต้องจ่ายราว 137.71 บาท
แปลว่าภาระภาษีในตัวอย่างนี้คิดเป็นราว 39% ของราคาสินค้า และถ้าล็อตนั้นมีค่าขนส่งกับค่าประกันรวมอยู่ในฐาน CIF ด้วย ตัวเลขจะขยับขึ้นอีก เพราะอากรคิดจากฐานที่ใหญ่ขึ้น แล้ว VAT ก็คิดทับอากรอีกชั้น
ตัวเลขที่เห็นบนหน้าจอจริงอาจไม่ตรงกับการคำนวณข้างบนเป๊ะ เพราะขึ้นกับพิกัดศุลกากรของสินค้าชิ้นนั้น ค่าขนส่งที่ผู้ขายแจ้ง และว่าผู้ขายเลือกรับภาระภาษีเองบางส่วนเพื่อรักษาราคาหน้าร้านหรือไม่ ประกาศของรัฐบาลเมื่อ 1 มกราคม 2569 ประเมินไว้กว้าง ๆ ว่า "ราคาสินค้าบางประเภทอาจมีการปรับตัว เช่น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20–30" ซึ่งเป็นการประเมินของภาครัฐตอนเริ่มมาตรการ ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดจากราคาจริงหลังบังคับใช้
ทำไมเสื้อหลักร้อยจากจีนถึงมีอยู่ได้ตั้งแต่แรก
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ช่องยกเว้นภาษีบวกกับเส้นทางขนส่งที่เปลี่ยนไปทั้งระบบ
งานวิจัย ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เผยแพร่เดือนเมษายน 2569 ประเมินว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยในปี 2568 อยู่ที่ราว 37,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 150% จากปี 2563 โดยแบ่งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราวครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 20,000 ล้านบาท วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางราว 30% และสินค้าทุนราว 10%
จุดที่เกี่ยวกับคนทำเสื้อโดยตรงคือองค์ประกอบของหมวดอุปโภคบริโภค งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าจำพวกเสื้อผ้า มูลค่ารวมในปี 2568 กว่า 10,000 ล้านบาท พูดอีกอย่างคือเสื้อผ้าคือสินค้าตัวหลักของตลาดของถูกข้ามพรมแดนนี้ ไม่ใช่ของจิปาถะอย่างที่หลายคนเข้าใจ
อีกสองตัวเลขอธิบายว่าทำไมต้นทุนถึงกดลงได้ขนาดนั้น
- แหล่งที่มากระจุกตัว — จีนมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำในช่วงหลัง จากที่ญี่ปุ่นเคยเป็นแหล่งใหญ่สุดราว 35% ในปี 2559
- วิธีขนเปลี่ยนไป — จากเดิมที่พึ่งเครื่องบินเป็นหลัก ปัจจุบันกว่า 70% เข้ามาทางรถ ผ่านด่านมุกดาหารและนครพนมเป็นหลัก ตามเส้นทางจีน–ลาว–ไทย
การขนทางบกเป็นล็อตใหญ่แล้วแยกส่งปลายทางในประเทศ ทำให้ค่าขนส่งต่อชิ้นถูกกว่าการส่งพัสดุทางอากาศทีละใบมาก พอบวกกับการไม่ต้องเสียอากรเพราะมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ราคาที่คนไทยเห็นบนหน้าแอปจึงต่ำกว่าที่ผู้ผลิตในประเทศจะลงไปแข่งได้ในหลายกรณี
ผ่านมาแปดเดือนกว่า เกิดอะไรขึ้นจริง
ตัวเลขล่าสุดมาจากกรมศุลกากรเอง วันที่ 14 กันยายน 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่านับตั้งแต่เริ่มมาตรการเมื่อ 1 มกราคม 2569 จนถึงปัจจุบัน จัดเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าออนไลน์ได้ กว่า 4,000 ล้านบาท จากมูลค่าการนำเข้าราว 41,000 ล้านบาท คิดเป็นสินค้าราว 225 ล้านชิ้น สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท
สองตัวเลขนี้คำนวณต่อได้เลยว่า ของที่เข้ามามีมูลค่าเฉลี่ยราว 182 บาทต่อชิ้น และภาษีที่เก็บได้จริงคิดเป็นราว 9.8% ของมูลค่านำเข้าเมื่อเฉลี่ยรวมทุกหมวด ซึ่งต่ำกว่าอัตราเสื้อผ้าที่ 30% มาก เพราะของที่เข้ามามีทั้งหมวดที่อัตราอากรต่ำหรือเป็นศูนย์ปนอยู่ด้วย เสื้อผ้าจึงเป็นกลุ่มที่โดนหนักกว่าค่าเฉลี่ยของตะกร้าทั้งหมด
ฝั่งพฤติกรรมคนซื้อ อธิบดีกรมศุลกากรระบุในข่าวเดียวกันว่าสถานการณ์การนำเข้าสินค้าออนไลน์ "ขณะนี้เริ่มนิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะคนเริ่มหันมาซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มที่มีร้านค้าตั้งอยู่ในประเทศมากขึ้น" นี่เป็นคำอธิบายจากผู้กำกับดูแล ไม่ใช่ผลสำรวจผู้บริโภค และยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขยอดขายรายหมวดที่ยืนยันว่าเสื้อผ้าไทยขายดีขึ้นเท่าไหร่
ข้อเสนอเก็บอัตราเดียว 30% ยังไม่ใช่ของที่บังคับใช้
เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะมีคนเข้าใจผิดกันเยอะ เมื่อ 4 มีนาคม 2569 อธิบดีกรมศุลกากรให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่ากรมเตรียมหารือกระทรวงการคลังเพื่อปรับวิธีเก็บของมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทให้เป็น อัตราเดียว เช่น 30% แทนการแยกอัตราตามพิกัดรายสินค้าซึ่งปัจจุบันมีตั้งแต่ 0–30% เหตุผลที่ให้ไว้คือลดความยุ่งยากและดูแลผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ โดยระยะสั้นทำได้ด้วยการแก้ประกาศกระทรวง ส่วนระยะยาวต้องแก้พระราชกฤษฎีกา
สถานะ ณ ตอนนั้นคือ อยู่ระหว่างเตรียมหารือ และเท่าที่ตรวจสอบข่าวถึงกลางเดือนกันยายน 2569 ยังไม่พบประกาศว่ามีการบังคับใช้อัตราเดียวแล้ว ใครที่วางแผนต้นทุนระยะยาวจึงควรเช็กประกาศล่าสุดของกรมศุลกากรเอง ไม่ควรคิดต้นทุนจากอัตราที่ยังเป็นข้อเสนอ
คนทำแบรนด์เสื้อในไทยได้เปรียบขึ้นจริงไหม
ได้เปรียบขึ้นในเรื่องเดียว คือช่องว่างราคาระหว่างเสื้อนำเข้าราคาถูกกับเสื้อที่ผลิตในไทยแคบลง เพราะฝั่งนำเข้าเคยได้ส่วนลดจากการไม่ต้องเสียอากร ตอนนี้ส่วนลดนั้นหายไปแล้ว และในหมวดเสื้อผ้าอัตราที่หายไปก็ไม่ใช่น้อย
แต่มีสามข้อที่ไม่ได้เปลี่ยนตาม และเป็นข้อที่คนทำแบรนด์เล็กเจอจริงมากกว่า
- ต้นทุนต่อตัวของงานจำนวนน้อยยังเท่าเดิม ค่าบล็อกสกรีน ค่าตั้งเครื่อง และค่าตัดเย็บล็อตเล็ก ไม่ได้ถูกลงเพราะภาษีนำเข้า งานสิบตัวยังแพงต่อตัวกว่างานร้อยตัวเหมือนเดิม
- ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนอาจขยับขึ้น งานวิจัย PIER ชี้ว่าราว 30% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง การยกเลิกเกณฑ์ de minimis จึงกระทบ "ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจรวมถึงโครงสร้างการแข่งขัน" ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคปลายทาง ใครที่สั่งอุปกรณ์ ฟิล์ม หมึก หรือของแต่งเสื้อจากจีนเป็นล็อตเล็ก ต้นทุนส่วนนี้ขึ้นด้วย
- คนซื้อไม่ได้เทียบแค่ราคา เสื้อแบรนด์เล็กแข่งด้วยแบบ คุณภาพผ้า งานพิมพ์ และเรื่องที่เล่าได้ ไม่ได้แข่งกับเสื้อโหลตัวละร้อยบนแอปในสนามเดียวกันอยู่แล้ว
สรุปแบบตรงไปตรงมาคือ มาตรการนี้ช่วยให้สนามเอียงน้อยลง แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนของการผลิตล็อตเล็กในไทยถูกลง ใครที่กำลังคิดราคาขายจากต้นทุนจริง ลองดูวิธีแยกต้นทุนต่อตัวกับกำไรในบท ตั้งราคาขายเสื้อยืด คิดต้นทุน-กำไร ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มวางแผนแบรนด์ ลำดับขั้นตอนอยู่ในบท เริ่มต้นทำแบรนด์เสื้อยืด
สำหรับคนที่ตัดสินใจผลิตในไทยเพราะคุมคุณภาพและจำนวนได้เอง อนาจักรรับงานสกรีนตั้งแต่จำนวนน้อยไปจนถึงงานล็อตใหญ่ คุยรายละเอียดงานได้ก่อนตัดสินใจ
คำถามที่คนถามบ่อย
ภาษีนำเข้าบาทแรกเริ่มเมื่อไหร่ และเก็บอะไรบ้าง
เริ่ม 1 มกราคม 2569 เก็บทั้งอากรขาเข้าตามพิกัดของสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับสินค้านำเข้าทุกชิ้นตั้งแต่มูลค่า 1 บาท จากเดิมที่ยกเว้นอากรให้ของมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท
เสื้อผ้าเสียอากรกี่เปอร์เซ็นต์
อธิบดีกรมศุลกากรให้ข้อมูลเมื่อธันวาคม 2568 ว่าเสื้อผ้าและรองเท้าอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มอัตราสูงสุด ส่วนกระเป๋าอยู่ที่ 20% อัตราจริงของสินค้าชิ้นหนึ่งขึ้นกับพิกัดศุลกากรของสินค้านั้น
ต้องไปจ่ายภาษีเองที่ศุลกากรไหม
ถ้าซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่ร่วมมือกับกรมศุลกากร (Lazada, Shopee, TikTok Shop, SHEIN, TEMU) ภาษีถูกคิดรวมในราคาตั้งแต่ตอนจ่ายเงินแล้ว ประกาศรัฐบาลวันที่ 1 มกราคม 2569 ระบุว่ากว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้าเป็นแบบนี้ ส่วนของที่สั่งนอกช่องทางเหล่านี้จะไปคิดภาษีที่ขั้นตอนศุลกากร
เสื้อจากแอปจีนแพงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่
ยังไม่มีตัวเลขทางการที่วัดจากราคาขายจริงหลังบังคับใช้ ประกาศของรัฐบาลตอนเริ่มมาตรการประเมินว่าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายอาจเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 20–30 ส่วนการคำนวณจากอัตรา 30% บวก VAT 7% ให้ภาระภาษีราว 39% ของราคาสินค้าเมื่อไม่รวมค่าขนส่ง ราคาหน้าจอจริงยังขึ้นกับว่าผู้ขายผลักภาระเท่าไหร่
รัฐจะเปลี่ยนไปเก็บอัตราเดียว 30% แล้วใช่ไหม
ยังไม่ใช่ ข้อเสนอนี้อธิบดีกรมศุลกากรพูดถึงเมื่อมีนาคม 2569 ว่าเตรียมหารือกระทรวงการคลัง และเท่าที่ตรวจข่าวถึงกลางเดือนกันยายน 2569 ยังไม่พบประกาศบังคับใช้ ควรเช็กประกาศล่าสุดของกรมศุลกากรก่อนใช้คำนวณต้นทุน
มาตรการนี้ทำให้คนหันมาซื้อเสื้อที่ผลิตในไทยมากขึ้นจริงไหม
อธิบดีกรมศุลกากรระบุเมื่อกันยายน 2569 ว่าการนำเข้าออนไลน์เริ่มนิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะคนหันไปซื้อจากร้านค้าที่ตั้งอยู่ในประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่มีตัวเลขยอดขายรายหมวดเปิดเผยออกมายืนยันเฉพาะหมวดเสื้อผ้า
แหล่งอ้างอิง
- รัฐบาลไทย / กรมประชาสัมพันธ์, รัฐบาลเริ่มจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 (1 มกราคม 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ, ดีเดย์ 1 ม.ค.69 ชอปปิงออนไลน์เสียอากรตั้งแต่บาทแรก สินค้าแฟชั่นเก็บสูงสุด 30% (22 ธันวาคม 2568)
- สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER), ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ (เมษายน 2569)
- ThaiPublica, เข้าใจภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยและนัยเชิงนโยบายของการยกเลิกเกณฑ์ De Minimis (19 เมษายน 2569)
- โพสต์ทูเดย์, ศุลกากร จ่อรื้อภาษีนำเข้าสินค้าบาทแรก ดันเก็บอัตราเดียว อุ้ม SME ไทย (4 มีนาคม 2569)
- อินโฟเควสท์, กรมศุลฯ เปิดยอดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ทะลุ 4 พันลบ. (14 กันยายน 2569)
- ไทยโพสต์, ศุลกากรโชว์รีดภาษีนำเข้าบาทแรกทะลุ 4 พันล้าน (14 กันยายน 2569)
- PEAK Account, ภาษีนำเข้า คืออะไร? อัตราเท่าไร วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่าง (อ้างอิงสูตร CIF และลำดับการคิดอากรกับ VAT)





